ไลฟ์สไตล์การทำงาน

Quiet Quitting ดีหรือเสีย ? เมื่อการทำงาน “เท่าที่จำเป็น” อาจเป็นทั้งการตั้งขอบเขตและสัญญาณเตือนขององค์กร

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า Quiet Quitting กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกการทำงาน หลายคนแปลคำนี้ตรงตัวว่า “การลาออกแบบเงียบ ๆ” แต่ในความเป็นจริง Quiet Quitting ไม่ได้หมายถึงการยื่นใบลาออกหรือหยุดทำงานโดยไม่แจ้งนายจ้าง หากหมายถึงการที่พนักงานยังคงทำงานตามหน้าที่ แต่ลดการทุ่มเทที่เกินขอบเขตของตำแหน่งลง ไม่ทำงานล่วงเวลาโดยไม่จำเป็น ไม่รับภาระเพิ่มเติมโดยไม่มีค่าตอบแทน และไม่นำงานกลับไปทำต่อในเวลาส่วนตัว

แนวคิดดังกล่าวก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า Quiet Quitting เป็นพฤติกรรมที่ดีหรือเสียกันแน่ บางฝ่ายมองว่าเป็นการตั้งขอบเขตการทำงานที่เหมาะสม ช่วยป้องกันความเหนื่อยล้าและรักษาสมดุลชีวิต ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นสัญญาณของการขาดความรับผิดชอบ การสูญเสียความผูกพันต่อองค์กร และอาจทำลายโอกาสในการเติบโตทางอาชีพ

คำตอบจึงไม่ได้มีเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เพราะ Quiet Quitting อาจเป็นทั้งวิธีปกป้องตนเองของพนักงานและเป็นสัญญาณเตือนว่าองค์กรกำลังมีปัญหาด้านการบริหารคน

Quiet Quitting คืออะไร

Quiet Quitting หมายถึงพฤติกรรมที่พนักงานปฏิบัติงานตามขอบเขตหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แต่ไม่ทุ่มเทเวลา พลังงาน หรือความรับผิดชอบเพิ่มเติมเกินกว่าที่กำหนดไว้ พนักงานกลุ่มนี้ไม่ได้หยุดทำงาน ไม่ได้ขาดงาน และอาจยังทำงานได้ตามมาตรฐาน แต่จะไม่ยอมรับวัฒนธรรมที่คาดหวังให้ต้องเสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อพิสูจน์ความขยันหรือความจงรักภักดีต่อองค์กร

ตัวอย่างพฤติกรรมที่อาจถูกมองว่าเป็น Quiet Quitting ได้แก่

  • เลิกงานตรงเวลาเมื่อภารกิจประจำวันเสร็จสิ้น
  • ไม่ตอบข้อความหรืออีเมลงานนอกเวลาทำงาน
  • ไม่รับงานเพิ่มเติมที่อยู่นอกเหนือหน้าที่โดยไม่มีการตกลง
  • ไม่เข้าร่วมกิจกรรมของบริษัทที่ไม่ได้เป็นข้อบังคับ
  • ไม่พยายามสร้างผลงานเกินเป้าหมายเมื่อไม่มีรางวัลหรือโอกาสเติบโตที่ชัดเจน
  • ลดการเสนอความคิดเห็นหรือความคิดริเริ่ม เพราะรู้สึกว่าองค์กรไม่รับฟัง
  • ทำงานเพียงเพื่อรักษารายได้ โดยไม่มีความรู้สึกผูกพันต่อองค์กร

Gallup อธิบายว่าพนักงานที่ไม่ได้มีความผูกพันกับงานอาจมีความรู้สึกแยกออกจากงานและองค์กร แม้จะยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ก็ตาม โดยพนักงานกลุ่มนี้แตกต่างจากผู้ที่ต่อต้านองค์กรอย่างชัดเจน เพราะพวกเขาอาจไม่ได้สร้างปัญหาโดยตรง แต่จะทุ่มเทแรงกายและแรงใจให้งานในระดับขั้นต่ำเท่านั้น (Gallup.com)

อย่างไรก็ตาม การเลิกงานตรงเวลาหรือปฏิเสธงานนอกหน้าที่เพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าพนักงานกำลัง Quiet Quitting เสมอไป เพราะพฤติกรรมดังกล่าวอาจเป็นเพียงการกำหนดขอบเขตการทำงานที่เหมาะสม ประเด็นสำคัญอยู่ที่แรงจูงใจ ทัศนคติ และระดับความผูกพันของพนักงานที่มีต่องาน

Quiet Quitting แตกต่างจากการทำงานตามหน้าที่อย่างไร

เส้นแบ่งระหว่าง Quiet Quitting กับการทำงานตามหน้าที่อย่างมืออาชีพค่อนข้างละเอียดอ่อน

พนักงานที่ทำงานตามหน้าที่อย่างมืออาชีพจะเข้าใจเป้าหมายของตำแหน่ง รับผิดชอบงานให้สำเร็จตามมาตรฐาน สื่อสารกับทีมอย่างเหมาะสม และพร้อมร่วมแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของตน แม้จะไม่ทำงานเกินเวลาเป็นประจำ แต่ยังมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์

ในทางกลับกัน พนักงานที่อยู่ในภาวะ Quiet Quitting อาจทำงานเพียงเพื่อให้ผ่านไปแต่ละวัน ไม่สนใจคุณภาพเกินกว่าระดับที่จำเป็น หลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วม ไม่ต้องการเสนอความคิดเห็น และไม่รู้สึกว่าความสำเร็จขององค์กรเกี่ยวข้องกับตนเอง

ดังนั้น Quiet Quitting ไม่ควรถูกประเมินจากจำนวนชั่วโมงทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจากปัจจัยหลายด้าน เช่น คุณภาพงาน ความรับผิดชอบ การสื่อสาร ความร่วมมือ และความเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมกับเป้าหมายของทีม

สาเหตุที่ทำให้พนักงานเกิด Quiet Quitting

1. ภาระงานไม่สอดคล้องกับค่าตอบแทน

เมื่อพนักงานได้รับมอบหมายงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เงินเดือน ตำแหน่ง หรือสวัสดิการไม่มีการปรับเปลี่ยน พนักงานอาจเริ่มตั้งคำถามว่าการทุ่มเทมากกว่าหน้าที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่

หากองค์กรให้รางวัลแก่คนที่ทำงานหนักด้วยการเพิ่มงาน แต่ไม่เพิ่มค่าตอบแทน พนักงานอาจเรียนรู้ว่าการแสดงความสามารถมากเกินไปทำให้ตนเองรับภาระมากขึ้น จึงเลือกทำเฉพาะสิ่งที่อยู่ในขอบเขตตำแหน่ง

2. การทำงานหนักไม่ได้รับการยอมรับ

การขาดคำชื่นชม การไม่มีข้อมูลป้อนกลับ และการมองข้ามผลงานสามารถลดแรงจูงใจของพนักงานได้อย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อพนักงานเห็นว่าผลงานของตนไม่ได้ส่งผลต่อการประเมิน การขึ้นเงินเดือน หรือความก้าวหน้าในอาชีพ

เมื่อความพยายามเพิ่มเติมไม่มีความหมาย พนักงานย่อมมีแนวโน้มลดระดับความทุ่มเทลง

3. ไม่มีโอกาสเติบโตทางอาชีพ

พนักงานที่มองไม่เห็นเส้นทางความก้าวหน้าอาจสูญเสียแรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง หากองค์กรไม่สามารถอธิบายได้ว่าพนักงานจะเติบโตไปสู่ตำแหน่งใด ต้องพัฒนาทักษะอะไร หรือมีหลักเกณฑ์ในการเลื่อนตำแหน่งอย่างไร การทำงานจึงอาจกลายเป็นเพียงการแลกเวลากับเงินเดือน

4. หัวหน้างานขาดทักษะการบริหารคน

หัวหน้างานมีบทบาทโดยตรงต่อประสบการณ์การทำงานของพนักงาน ปัญหาต่าง ๆ เช่น การสื่อสารไม่ชัดเจน การควบคุมงานมากเกินไป การเลือกปฏิบัติ การไม่รับฟังความคิดเห็น หรือการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม สามารถทำให้พนักงานค่อย ๆ ถอนตัวออกจากงาน

พนักงานจำนวนหนึ่งไม่ได้สูญเสียความสนใจในอาชีพ แต่สูญเสียความเชื่อมั่นในหัวหน้าหรือระบบการบริหารขององค์กร

5. งานล้นและไม่มีเวลาฟื้นฟู

เมื่อพนักงานต้องทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน อยู่ในสภาวะพร้อมตอบข้อความตลอดเวลา หรือมีงานเร่งด่วนเกิดขึ้นเป็นประจำ ร่างกายและจิตใจอาจไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างเพียงพอ

องค์การอนามัยโลกอธิบายภาวะหมดไฟจากการทำงานว่าเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานซึ่งไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ความเหนื่อยล้า การรู้สึกห่างเหินหรือมีทัศนคติเชิงลบต่องาน และประสิทธิผลทางวิชาชีพที่ลดลง (World Health Organization)

Quiet Quitting จึงอาจเป็นกลไกที่พนักงานใช้ลดการใช้พลังงาน เพื่อป้องกันตนเองจากการหมดไฟอย่างสมบูรณ์

6. ความไม่ยุติธรรมภายในองค์กร

การประเมินผลงานที่ไม่โปร่งใส การให้โอกาสที่ไม่เท่าเทียม การเลือกปฏิบัติ หรือการให้คนบางกลุ่มรับภาระมากกว่าผู้อื่น สามารถทำลายความเชื่อมั่นของพนักงานได้

เมื่อพนักงานรู้สึกว่าไม่ว่าจะพยายามเพียงใด ผลตอบแทนก็ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์มากกว่าผลงาน พวกเขาอาจลดความพยายามลงเพื่อรักษาความรู้สึกยุติธรรมให้ตนเอง

7. งานขาดความหมาย

แม้ค่าตอบแทนจะเหมาะสม แต่หากพนักงานไม่เข้าใจว่างานของตนสร้างคุณค่าอย่างไร หรือรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไม่มีผลต่อเป้าหมายที่สำคัญ ความผูกพันกับงานก็อาจลดลง

องค์กรที่สื่อสารเฉพาะตัวเลขและคำสั่ง แต่ไม่เชื่อมโยงหน้าที่ของพนักงานเข้ากับผลลัพธ์ของลูกค้า ทีม หรือสังคม อาจทำให้พนักงานรู้สึกว่าตนเป็นเพียงส่วนประกอบที่สามารถถูกแทนที่ได้


Quiet Quitting มีข้อดีอย่างไร

ช่วยให้พนักงานกำหนดขอบเขตได้ชัดเจน

ข้อดีที่เห็นได้ชัดคือพนักงานเริ่มแยกเวลางานออกจากเวลาส่วนตัว การกำหนดเวลาที่ชัดเจนสามารถช่วยลดการทำงานล่วงเวลาโดยไม่จำเป็น และทำให้พนักงานมีเวลาพักผ่อน ดูแลสุขภาพ และใช้ชีวิตกับครอบครัว

ในองค์กรที่เคยชินกับการติดต่อพนักงานตลอดเวลา การที่พนักงานเริ่มตั้งขอบเขตอาจเป็นแรงผลักดันให้องค์กรทบทวนวัฒนธรรมการทำงานของตนเอง

ลดความเสี่ยงจากการทำงานหนักเกินไป

การทุ่มเทเกินกำลังอย่างต่อเนื่องไม่ได้หมายความว่าจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว หากพนักงานทำงานจนพักผ่อนไม่เพียงพอ สมาธิ คุณภาพการตัดสินใจ และความสามารถในการควบคุมอารมณ์อาจลดลง

การทำงานตามขอบเขตที่สมเหตุสมผลจึงอาจช่วยให้พนักงานรักษาคุณภาพการทำงานได้สม่ำเสมอกว่าการเร่งทำงานอย่างหนักเป็นช่วง ๆ แล้วหมดพลังในภายหลัง

ทำให้บทบาทและความรับผิดชอบชัดเจนขึ้น

Quiet Quitting ทำให้องค์กรต้องกลับมาพิจารณาว่างานใดเป็นหน้าที่หลักของแต่ละตำแหน่ง งานใดเป็นภาระเพิ่มเติม และงานใดควรมีค่าตอบแทนหรือทรัพยากรรองรับ

หากองค์กรต้องพึ่งพาการเสียสละเกินหน้าที่ของพนักงานเพื่อให้กระบวนการดำเนินต่อไป ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ทัศนคติของพนักงาน แต่อยู่ที่การออกแบบงาน จำนวนบุคลากร หรือระบบบริหารที่ไม่เหมาะสม

กระตุ้นให้องค์กรรับฟังพนักงานมากขึ้น

เมื่อพนักงานจำนวนมากลดการมีส่วนร่วม องค์กรอาจเริ่มเห็นความจำเป็นในการสำรวจความผูกพัน เปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็น และพัฒนาหัวหน้างาน

ในมุมนี้ Quiet Quitting อาจทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าก่อนที่พนักงานจะตัดสินใจลาออกจริง

Quiet Quitting มีข้อเสียอย่างไร

ทำให้โอกาสเติบโตทางอาชีพลดลง

แม้พนักงานจะมีสิทธิทำงานตามขอบเขตตำแหน่ง แต่หากลดการมีส่วนร่วมจนไม่แสดงความคิดริเริ่ม ไม่พัฒนาทักษะ และไม่รับผิดชอบโครงการที่ท้าทาย โอกาสได้รับการเลื่อนตำแหน่งอาจลดลง

ในทางปฏิบัติ องค์กรมักพิจารณาความพร้อมในการเติบโตจากความสามารถในการรับผิดชอบงานที่ซับซ้อนขึ้น ไม่ใช่เพียงการทำงานประจำให้สำเร็จเท่านั้น

ส่งผลต่อเพื่อนร่วมทีม

หากพนักงานคนหนึ่งปฏิเสธงานทุกอย่างที่อยู่นอกขอบเขตอย่างเคร่งครัด งานฉุกเฉินหรือภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมืออาจตกอยู่กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น

การตั้งขอบเขตเป็นเรื่องเหมาะสม แต่หากขาดความยืดหยุ่นและไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อทีม อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ความไม่ไว้วางใจ และการแบ่งฝ่ายภายในองค์กร

คุณภาพการบริการและประสบการณ์ของลูกค้าอาจลดลง

งานบางประเภทไม่สามารถกำหนดขอบเขตได้อย่างตายตัว โดยเฉพาะงานบริการ งานสุขภาพ งานขาย งานผลิต และงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย หากพนักงานทำเพียงขั้นต่ำโดยไม่สนใจสถานการณ์จริง อาจทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่ล่าช้า เกิดข้อผิดพลาด หรือองค์กรสูญเสียความน่าเชื่อถือ

ทำให้ความผูกพันกับงานลดลงมากขึ้น

การถอนตัวจากงานอาจช่วยลดความเหนื่อยล้าในช่วงแรก แต่หากเกิดขึ้นต่อเนื่องโดยไม่มีการแก้ไขต้นเหตุ พนักงานอาจค่อย ๆ สูญเสียความภาคภูมิใจในตนเอง รู้สึกว่างานไม่มีความหมาย และไม่เห็นคุณค่าของทักษะที่ตนมี

จากเดิมที่เป็นเพียงการตั้งขอบเขต พฤติกรรมอาจพัฒนาไปสู่ความเฉยชาและการต่อต้านองค์กรในที่สุด

องค์กรอาจสูญเสียประสิทธิภาพและนวัตกรรม

องค์กรไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการทำงานตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการเสนอแนวคิด การปรับปรุงกระบวนการ การแจ้งปัญหา และการร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

หากพนักงานส่วนใหญ่เลือกเงียบ ไม่เสนอความเห็น และทำเพียงสิ่งที่ได้รับคำสั่ง องค์กรอาจยังดำเนินงานได้ในระยะสั้น แต่จะสูญเสียความสามารถในการพัฒนาและแข่งขันในระยะยาว

ข้อมูลของ Gallup ในปี 2026 ระบุว่าความผูกพันของพนักงานทั่วโลกลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่สอง สะท้อนว่าปัญหาการถอนตัวทางจิตใจจากงานไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ (Gallup.com)

Quiet Quitting ดีหรือเสียกันแน่

คำตอบขึ้นอยู่กับระดับและเจตนาของพฤติกรรม

หาก Quiet Quitting หมายถึงการเลิกทำงานเกินเวลาโดยไม่มีความจำเป็น ไม่ตอบข้อความในวันหยุด ปฏิเสธงานที่เกินขอบเขตโดยไม่มีทรัพยากรรองรับ และดูแลสมดุลชีวิต พฤติกรรมนี้อาจถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการตั้งขอบเขตอย่างมืออาชีพ

แต่หากหมายถึงการทำงานอย่างขอไปที ลดคุณภาพ หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ไม่ร่วมมือกับทีม และปล่อยให้เพื่อนร่วมงานรับภาระแทน พฤติกรรมดังกล่าวย่อมส่งผลเสียต่อทั้งพนักงาน เพื่อนร่วมงาน และองค์กร

กล่าวได้ว่า การตั้งขอบเขตไม่ใช่ปัญหา แต่การถอนความรับผิดชอบออกจากงานคือปัญหา

พนักงานไม่จำเป็นต้องเสียสละชีวิตส่วนตัวเพื่อแสดงความภักดีต่อองค์กร ขณะเดียวกัน การทำงานอย่างมืออาชีพก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อคุณภาพ ผลลัพธ์ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้อื่น

พนักงานควรทำอย่างไรเมื่อเริ่มรู้สึกอยาก Quiet Quitting

ประเมินต้นเหตุอย่างตรงไปตรงมา

ควรพิจารณาว่าความรู้สึกเหนื่อยหน่ายเกิดจากงานมากเกินไป หัวหน้างาน ค่าตอบแทน วัฒนธรรมองค์กร ปัญหาส่วนตัว หรือความไม่เหมาะสมของสายอาชีพ เพราะแต่ละสาเหตุต้องการแนวทางแก้ไขที่แตกต่างกัน

แยกการตั้งขอบเขตออกจากการละเลยหน้าที่

พนักงานสามารถปฏิเสธงานนอกขอบเขตหรือขอทบทวนภาระงานได้ แต่ยังควรรักษามาตรฐานของงานที่รับผิดชอบ สื่อสารอย่างชัดเจน และไม่ผลักภาระให้ผู้อื่นโดยไม่จำเป็น

สื่อสารกับหัวหน้างานโดยใช้ข้อมูล

แทนที่จะบอกเพียงว่า “งานเยอะเกินไป” ควรแสดงรายการงาน ระยะเวลาที่ใช้ ลำดับความสำคัญ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น แล้วขอให้หัวหน้าช่วยตัดสินใจว่างานใดควรทำก่อน งานใดควรเลื่อน หรือควรเพิ่มทรัพยากรส่วนใด

ขอความชัดเจนเกี่ยวกับเส้นทางอาชีพ

พนักงานควรสอบถามว่าต้องมีผลงานหรือทักษะใดจึงจะได้รับการปรับตำแหน่งหรือค่าตอบแทน การมีเป้าหมายที่ชัดเจนช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรลงทุนพัฒนาตนเองต่อในองค์กรหรือเริ่มวางแผนหางานใหม่

เตรียมทางเลือกอย่างเป็นระบบ

หากองค์กรไม่มีแนวโน้มแก้ไขปัญหา การหางานใหม่อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าการอยู่ในสภาพถอนตัวเป็นเวลานาน พนักงานควรปรับประวัติย่อ พัฒนาทักษะ สำรวจตลาดงาน และวางแผนการเงินก่อนตัดสินใจลาออก

นายจ้างควรรับมือกับ Quiet Quitting อย่างไร

ไม่ควรเริ่มต้นด้วยการกล่าวโทษ

การมองว่าพนักงานขี้เกียจหรือไม่มีความภักดีอาจทำให้องค์กรพลาดต้นเหตุที่แท้จริง ผู้บริหารควรตรวจสอบภาระงาน ระบบประเมินผล คุณภาพของหัวหน้างาน ค่าตอบแทน และโอกาสเติบโตควบคู่กัน

กำหนดความคาดหวังให้ชัดเจน

รายละเอียดงาน เป้าหมาย ตัวชี้วัด และอำนาจตัดสินใจควรชัดเจน พนักงานต้องรู้ว่าอะไรคือหน้าที่หลัก งานประเภทใดต้องได้รับอนุมัติ และผลลัพธ์ระดับใดถือว่าผ่านมาตรฐาน

พัฒนาหัวหน้างาน

หัวหน้าควรมีทักษะการมอบหมายงาน การให้ข้อมูลป้อนกลับ การรับฟัง การจัดลำดับความสำคัญ และการจัดการความขัดแย้ง เพราะหัวหน้างานที่ขาดทักษะสามารถทำลายความผูกพันของพนักงานได้ แม้องค์กรจะมีนโยบายและสวัสดิการที่ดีก็ตาม

ให้รางวัลสอดคล้องกับความรับผิดชอบ

เมื่อพนักงานรับงานเพิ่มอย่างต่อเนื่อง องค์กรควรพิจารณาปรับค่าตอบแทน ตำแหน่ง ทรัพยากร หรือเป้าหมาย ไม่ควรใช้คำว่า “ช่วยกัน” เพื่อผลักภาระระยะยาวให้พนักงานโดยไม่มีการตอบแทน

สร้างช่องทางพูดคุยก่อนเกิดการลาออก

การพูดคุยแบบตัวต่อตัว การสำรวจความผูกพัน และการสัมภาษณ์เพื่อรักษาพนักงานหรือ Stay Interview สามารถช่วยให้องค์กรพบปัญหาก่อนที่พนักงานจะถอนตัวอย่างสมบูรณ์หรือตัดสินใจลาออก

วัดผลจากผลงานมากกว่าภาพลักษณ์ความยุ่ง

องค์กรไม่ควรใช้การอยู่ดึก การตอบข้อความเร็ว หรือการเข้าร่วมกิจกรรมทุกครั้งเป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียวว่าพนักงานมีผลงานดี การประเมินควรเน้นคุณภาพ ผลลัพธ์ ความรับผิดชอบ และความร่วมมือ

Quiet Quitting ไม่ใช่ปัญหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

การอธิบาย Quiet Quitting ว่าเป็นเพียงพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่หรือพนักงานที่ไม่อดทนเป็นการลดทอนปัญหาที่ซับซ้อนเกินไป ในหลายกรณี พนักงานอาจกำลังตอบสนองต่อภาระงานที่ไม่ยั่งยืน ความไม่ชัดเจนของบทบาท หรือระบบตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม

ขณะเดียวกัน พนักงานก็ไม่ควรใช้คำว่า Quiet Quitting เป็นข้ออ้างในการละเลยหน้าที่ สร้างภาระให้ทีม หรือหยุดพัฒนาตนเองโดยไม่พยายามสื่อสารและแก้ไขปัญหา

ความสัมพันธ์ในการจ้างงานที่มีคุณภาพต้องตั้งอยู่บนความรับผิดชอบสองฝ่าย นายจ้างต้องจัดสภาพแวดล้อม ค่าตอบแทน และโอกาสเติบโตอย่างเหมาะสม ส่วนพนักงานต้องรักษามาตรฐานวิชาชีพ รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ และสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา

สรุป: Quiet Quitting ดีหรือเสีย

Quiet Quitting ไม่ใช่เรื่องดีหรือเสียโดยสมบูรณ์ แต่เป็นพฤติกรรมที่ต้องพิจารณาจากบริบท

ในด้านบวก Quiet Quitting อาจช่วยให้พนักงานหยุดการทำงานเกินขอบเขต ลดความเสี่ยงจากภาวะหมดไฟ และสร้างสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน

ในด้านลบ หากพัฒนาไปสู่การทำงานแบบขอไปที การลดคุณภาพ การไม่ร่วมมือ และการละเลยความรับผิดชอบ ย่อมส่งผลเสียต่อชื่อเสียง โอกาสเติบโต เพื่อนร่วมทีม และประสิทธิภาพขององค์กร

ทางออกที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การบังคับให้พนักงานกลับมาทุ่มเทโดยไม่มีเงื่อนไข และไม่ใช่การปล่อยให้พนักงานถอนตัวอย่างเงียบ ๆ แต่คือการสร้างบทสนทนาที่ตรงไปตรงมา กำหนดภาระงานอย่างเป็นธรรม ให้ผลตอบแทนสอดคล้องกับความรับผิดชอบ และออกแบบสภาพแวดล้อมที่ทำให้พนักงานสามารถทำงานได้ดีโดยไม่ต้องแลกด้วยสุขภาพหรือชีวิตส่วนตัว

ท้ายที่สุด พนักงานที่ตั้งขอบเขตอย่างชัดเจนและยังรักษามาตรฐานงาน ไม่ได้เป็นพนักงานที่ขาดความทุ่มเท แต่เป็นคนทำงานที่เข้าใจความยั่งยืน ส่วนองค์กรที่รับฟังสัญญาณ Quiet Quitting และแก้ไขต้นเหตุได้ ย่อมมีโอกาสรักษาคนที่มีความสามารถและสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่แข็งแรงกว่าในระยะยาว


อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

กำลังมองหางานที่เหมาะกับเป้าหมาย รายได้ และรูปแบบการใช้ชีวิตของคุณอยู่หรือไม่? ค้นหาตำแหน่งงานจากบริษัทชั้นนำ และเลือกโอกาสการทำงานที่ตอบโจทย์ชีวิตของคุณได้ที่ Get-TheJob.com