หางาน

ตรวจสอบนายหน้าจัดหางานต่างประเทศอย่างไร? เช็กบริษัท ใบอนุญาต งาน วีซ่า และสัญญาก่อนโอนเงิน

การไปทำงานต่างประเทศอาจเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มรายได้ พัฒนาทักษะ และสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการไปทำงานต่างประเทศก็ถูกนำมาใช้เป็นช่องทางหลอกลวงคนหางานอยู่เสมอ โดยเฉพาะการโฆษณาผ่าน Facebook, TikTok, LINE หรือกลุ่มหางานที่เสนอเงินเดือนสูง รับสมัครจำนวนมาก ไม่จำกัดวุฒิ และเร่งให้ผู้สมัครโอนเงินภายในเวลาสั้น ๆ

สิ่งที่ทำให้การหลอกลวงลักษณะนี้ตรวจสอบได้ยาก คือผู้หลอกลวงอาจไม่ได้ใช้ชื่อบริษัทปลอมทั้งหมด บางรายอาจนำชื่อ โลโก้ ใบอนุญาต รูปสำนักงาน หรือชื่อบริษัทจัดหางานที่มีอยู่จริงมาแอบอ้าง ขณะที่บางบริษัทอาจจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอย่างถูกต้อง แต่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดหางานเพื่อส่งคนไปทำงานต่างประเทศ

ในปี 2569 กรมการจัดหางานรายงานกรณีกลุ่มคนหางานมากกว่า 100 คนร้องทุกข์ว่า ถูกบริษัทรับดำเนินการด้านวีซ่าอ้างว่าสามารถส่งไปทำงานเกษตรในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ มีการเรียกเก็บเงินคนละหลักแสน แม้บริษัทจะมีชื่อและสถานที่ตั้ง แต่การตรวจสอบพบประเด็นเกี่ยวกับการไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการจัดหางานตามที่กล่าวอ้าง กรณีนี้สะท้อนว่า “มีบริษัทจริง” ไม่ได้หมายความว่า “มีสิทธิจัดส่งคนไปทำงานต่างประเทศ” เสมอไป 

ดังนั้น การตรวจสอบนายหน้าจัดหางานต่างประเทศจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการค้นหาชื่อบริษัทใน Google หรืออ่านรีวิว ผู้สมัครต้องตรวจสอบให้ครบทั้งบริษัท ใบอนุญาต บุคคลที่มาติดต่อ งานที่เปิดรับ นายจ้างปลายทาง ประเภทวีซ่า สัญญา และเส้นทางการชำระเงิน

หลักสำคัญในการตรวจสอบนายหน้าจัดหางานต่างประเทศ

ก่อนตัดสินใจสมัครหรือโอนเงิน ให้ตรวจสอบอย่างน้อย 4 ชั้น ได้แก่

  1. บริษัทได้รับใบอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศหรือไม่
  2. บุคคลที่มาติดต่อเป็นผู้รับอนุญาต ลูกจ้าง หรือตัวแทนของบริษัทจริงหรือไม่
  3. งาน ประเทศ และนายจ้างรายนั้นได้รับอนุญาตให้เปิดรับสมัครจริงหรือไม่
  4. วีซ่า สัญญา และเงื่อนไขการเดินทางอนุญาตให้ทำงานอย่างถูกกฎหมายหรือไม่

หากผ่านเพียงบางข้อ ยังไม่ควรถือว่างานนั้นปลอดภัย ตัวอย่างเช่น บริษัทอาจมีใบอนุญาตจริง แต่ผู้ที่ติดต่อผู้สมัครอาจเป็นบุคคลภายนอกที่แอบอ้างชื่อบริษัท หรือบริษัทอาจมีใบอนุญาตจัดหางาน แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้รับสมัครงานตำแหน่งที่กำลังโฆษณาอยู่

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ใบอนุญาตบริษัทเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่หลักฐานสุดท้ายว่างานนั้นมีอยู่จริง

นายหน้าจัดหางานต่างประเทศแบบใดจึงถูกกฎหมาย

พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานกำหนดว่า ห้ามบุคคลใดจัดหางานให้คนหางานไปทำงานต่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และผู้ขอรับใบอนุญาตประเภทนี้ต้องเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด 

ดังนั้น หากบุคคลทั่วไปอ้างว่าเป็น “นายหน้าอิสระ” “สายงานต่างประเทศ” “ผู้ประสานงาน” หรือ “คนรู้จักนายจ้าง” แต่ไม่สามารถแสดงความเชื่อมโยงกับบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตได้ ผู้สมัครควรหยุดกระบวนการทันที

คำว่า “นายหน้า” ที่คนทั่วไปใช้ อาจครอบคลุมบุคคลหลายประเภท ได้แก่

  • ผู้รับอนุญาตหรือผู้มีอำนาจของบริษัทจัดหางาน
  • ผู้จัดการของบริษัทจัดหางาน
  • ลูกจ้างที่จดทะเบียนให้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดหางาน
  • ตัวแทนจัดหางานที่จดทะเบียนและมีบัตรประจำตัว
  • บุคคลภายนอกที่ไม่มีอำนาจ แต่แอบอ้างว่าเป็นตัวแทน

ความแตกต่างระหว่างบุคคลเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะคนที่มีนามบัตร เสื้อบริษัท หรืออยู่ในกลุ่ม LINE ของบริษัท ไม่ได้แปลว่าจะมีอำนาจรับเงิน รับสมัคร หรือทำสัญญาแทนบริษัทเสมอไป

กรมการจัดหางานมีขั้นตอนเกี่ยวกับการจดทะเบียนและการออกบัตรประจำตัวให้ผู้จัดการ ลูกจ้าง และตัวแทนของผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศ ผู้สมัครจึงสามารถขอดูบัตรประจำตัวและนำข้อมูลไปตรวจสอบกับบริษัทหรือกรมการจัดหางานได้ 

ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบชื่อบริษัทในระบบกรมการจัดหางาน

วิธีตรวจสอบที่สำคัญที่สุด คือค้นหาชื่อบริษัทจากระบบอิเล็กทรอนิกส์การบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หรือ Overseas Employment E-Service ของกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน

ระบบดังกล่าวมีเมนูค้นหาบริษัทจัดหางาน โดยสามารถค้นหาจากชื่อบริษัทหรือจังหวัด และแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อบริษัท จังหวัด และเลขที่ใบอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศ 

สิ่งที่ต้องเปรียบเทียบให้ตรงกัน ได้แก่

  • ชื่อบริษัทภาษาไทยแบบเต็ม
  • เลขที่ใบอนุญาต
  • จังหวัดหรือที่ตั้งสำนักงาน
  • ชื่อที่ปรากฏบนสัญญา
  • ชื่อบัญชีที่ใช้รับเงิน
  • ชื่อบริษัทในประกาศรับสมัครงาน

อย่าตรวจเพียงชื่อที่คล้ายกัน เพราะมิจฉาชีพอาจใช้ชื่อบริษัทโดยเปลี่ยนคำเพียงเล็กน้อย เช่น เติมคำว่า “อินเตอร์” “โอเวอร์ซี” “แมนพาวเวอร์” หรือเปลี่ยนการสะกดภาษาอังกฤษเพื่อทำให้ผู้สมัครเข้าใจว่าเป็นบริษัทเดียวกัน

หากค้นไม่พบชื่อบริษัทในระบบ อย่ารีบเชื่อคำอธิบายว่า “ระบบยังไม่อัปเดต” “อยู่ระหว่างต่อใบอนุญาต” หรือ “ใช้บริษัทพันธมิตรเป็นผู้ดำเนินการ” ควรโทรตรวจสอบกับกรมการจัดหางานก่อนทุกครั้ง

นอกจากนี้ ควรตรวจสอบประกาศเกี่ยวกับการพักใช้ ยกเลิก หรือเพิกถอนใบอนุญาตด้วย เพราะบริษัทที่เคยมีใบอนุญาตอาจไม่ได้มีสถานะใช้งานอยู่ตลอดไป กรมการจัดหางานมีหน้ารวบรวมข้อมูลรายชื่อบริษัท เอกสารการขออนุญาต และประกาศที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจัดหางานต่างประเทศโดยเฉพาะ 

ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

หลังจากตรวจใบอนุญาตกับกรมการจัดหางานแล้ว ควรตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพิ่มเติม โดยใช้ระบบ DBD DataWarehouse+

ข้อมูลที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

  • บริษัทมีสถานะดำเนินกิจการอยู่หรือไม่
  • เลขทะเบียนนิติบุคคล
  • วันที่จดทะเบียน
  • ที่ตั้งสำนักงานใหญ่
  • รายชื่อกรรมการ
  • ผู้มีอำนาจลงนาม
  • วัตถุประสงค์ของบริษัท
  • ประวัติการเปลี่ยนชื่อหรือย้ายที่ตั้ง

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้บริการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลและงบการเงินผ่าน DBD DataWarehouse+ 

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่า การจดทะเบียนบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่ได้เท่ากับการได้รับใบอนุญาตจัดหางานจากกรมการจัดหางาน

บริษัทอาจจดทะเบียนเพื่อทำธุรกิจรับทำวีซ่า ให้คำปรึกษา ท่องเที่ยว อบรมภาษา หรือบริการเอกสาร แต่ไม่มีอำนาจรับสมัครและเรียกเก็บเงินเพื่อส่งคนไปทำงานต่างประเทศ การตรวจสอบจึงต้องทำทั้งสองหน่วยงาน ไม่ใช่เลือกตรวจเพียงแห่งเดียว

ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบบุคคลที่มาติดต่อว่าเป็นตัวแทนจริงหรือไม่

แม้บริษัทจะได้รับใบอนุญาตจริง ผู้สมัครยังต้องตรวจสอบบุคคลที่ติดต่อมาด้วย เพราะมีกรณีบุคคลภายนอกนำชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตมาแอบอ้าง หรือเคยเป็นตัวแทนของบริษัท แต่หนังสือมอบอำนาจหรือสถานะตัวแทนสิ้นสุดไปแล้ว

กรมการจัดหางานเคยเตือนกรณีบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้ดำเนินการแทนบริษัทจัดหางาน แต่เมื่อตรวจสอบพบว่าหนังสือมอบอำนาจสิ้นสุดแล้ว จึงไม่มีสิทธิดำเนินการจัดส่งคนหางานในนามบริษัทนั้น 

เมื่อมีผู้ติดต่อเสนอพาไปทำงานต่างประเทศ ควรขอข้อมูลต่อไปนี้

  • ชื่อและนามสกุลจริง
  • ตำแหน่งในบริษัท
  • หมายเลขบัตรประจำตัวผู้จัดการ ลูกจ้าง หรือตัวแทนจัดหางาน
  • หนังสือมอบอำนาจ หากบุคคลนั้นจะรับสมัคร ทำสัญญา หรือรับเงิน
  • อีเมลที่ใช้โดเมนของบริษัท
  • หมายเลขโทรศัพท์สำนักงาน
  • ที่อยู่สำนักงานที่ตรงกับข้อมูลราชการ

จากนั้นให้โทรกลับไปยังหมายเลขสำนักงานที่ค้นพบจากแหล่งทางการ ไม่ใช่โทรเฉพาะหมายเลขที่ผู้ติดต่อเป็นผู้ให้มา และสอบถามว่า

“บุคคลชื่อนี้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของบริษัทจริงหรือไม่ มีอำนาจรับสมัครงานตำแหน่งนี้หรือไม่ และบริษัทอนุญาตให้รับเงินผ่านช่องทางใด”

อย่าใช้รูปถ่ายบัตรหรือไฟล์ใบอนุญาตที่ส่งผ่าน LINE เป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียว เพราะเอกสารดิจิทัลสามารถแก้ไข ตัดต่อ หรือคัดลอกจากบริษัทจริงได้

ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสอบหนังสืออนุญาตรับสมัครงานเฉพาะตำแหน่ง หรือ จต.2

การที่บริษัทมีใบอนุญาตจัดหางานต่างประเทศ ไม่ได้หมายความว่าบริษัทสามารถเปิดรับสมัครงานทุกประเทศ ทุกนายจ้าง และทุกตำแหน่งได้ทันที

เมื่อบริษัทประสงค์จะรับสมัครหรือประกาศรับสมัครคนหางานล่วงหน้า บริษัทต้องยื่นขออนุญาตต่อนายทะเบียนตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด 

หนังสืออนุญาตให้รับสมัครคนหางานเพื่อส่งไปทำงานต่างประเทศมักเรียกกันว่า จต.2 ผู้สมัครควรขอเลขที่หนังสืออนุญาตและนำไปตรวจสอบในหน้าข่าวประกาศและหนังสืออนุญาตให้รับสมัครคนหางานของกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ

กรมการจัดหางานเผยแพร่รายการ จต.2 แยกตามตำแหน่ง ประเทศ จำนวนคน และประเภทโครงการ เช่น งานผลิตในไต้หวัน งานเกษตรในโปรตุเกส งานทั่วไปในอิสราเอล และงานฝึกปฏิบัติด้านเทคนิคในญี่ปุ่น 

ข้อมูลที่ต้องตรวจให้ตรงกับประกาศที่เห็น ได้แก่

  • เลขที่หนังสืออนุญาต จต.2
  • ชื่อบริษัทจัดหางาน
  • ชื่อนายจ้างในต่างประเทศ
  • ประเทศปลายทาง
  • ตำแหน่งงาน
  • จำนวนอัตราที่อนุญาต
  • เพศหรือคุณสมบัติที่กำหนด
  • ระยะเวลาที่อนุญาตให้รับสมัคร
  • ค่าจ้างและเงื่อนไขหลัก
  • ค่าใช้จ่ายที่บริษัทได้รับอนุญาตให้เรียกเก็บ

หากประกาศใน Facebook ระบุว่าเป็นงานโรงงานในเกาหลีใต้ แต่เอกสารที่บริษัทแสดงเป็นงานเกษตรในไต้หวัน หรือชื่อบริษัทใน จต.2 ไม่ตรงกับบริษัทที่รับเงิน ถือว่าเป็นความผิดปกติที่ไม่ควรมองข้าม

หลักปฏิบัติที่ปลอดภัยคือ อย่าดูเพียงว่าเอกสาร จต.2 มีจริง แต่ต้องตรวจว่าเป็น จต.2 ของงานที่กำลังสมัครจริง

ขั้นตอนที่ 5 ตรวจสอบนายจ้างและสถานที่ทำงานในต่างประเทศ

บริษัทจัดหางานควรสามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า นายจ้างปลายทางคือใคร และผู้สมัครจะไปทำงานที่ใด

ข้อมูลขั้นต่ำที่ควรขอ ได้แก่

  • ชื่อนิติบุคคลของนายจ้าง
  • ที่อยู่สำนักงานใหญ่และสถานที่ทำงานจริง
  • หมายเลขทะเบียนบริษัทในประเทศนั้น
  • เว็บไซต์และอีเมลของนายจ้าง
  • ชื่อผู้ประสานงานฝ่ายบุคคล
  • ลักษณะธุรกิจ
  • ตำแหน่งและหน้าที่งาน
  • เมืองหรือจังหวัดที่ทำงาน
  • ที่พักอยู่ที่ใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย

จากนั้นควรตรวจสอบโดยอิสระ ไม่ใช่อาศัยข้อมูลที่นายหน้าเตรียมให้เพียงฝ่ายเดียว เช่น ค้นหาชื่อบริษัทในฐานข้อมูลธุรกิจของประเทศปลายทาง ตรวจสอบเว็บไซต์สถานทูต สำนักงานแรงงานไทย หรือหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศนั้น

หากมีหมายเลขโทรศัพท์หรืออีเมลของนายจ้าง ควรติดต่อไปถามโดยตรงว่า

  • นายจ้างกำลังรับสมัครแรงงานไทยจริงหรือไม่
  • บริษัทจัดหางานในประเทศไทยรายนี้ได้รับมอบหมายจริงหรือไม่
  • ตำแหน่ง เงินเดือน และสถานที่ทำงานตรงตามที่โฆษณาหรือไม่
  • นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายรายการใดบ้าง

อย่าเชื่อเว็บไซต์สวยงาม รูปโรงงาน รูปผู้บริหาร หรือรีวิวบนสื่อสังคมออนไลน์เพียงอย่างเดียว เพราะผู้หลอกลวงสามารถสร้างเว็บไซต์เลียนแบบ ใช้ภาพจากบริษัทอื่น หรือซื้อรีวิวปลอมได้

ขั้นตอนที่ 6 ตรวจสอบประเภทวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน

หนึ่งในสัญญาณอันตรายที่ร้ายแรงที่สุด คือการบอกให้ผู้สมัครเดินทางด้วยวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่าเยี่ยมเยือนก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นวีซ่าทำงานเมื่อถึงประเทศปลายทาง

กรมการจัดหางานเตือนหลายครั้งว่า การชักชวนให้เดินทางไปทำงานด้วยวีซ่าท่องเที่ยวอาจนำไปสู่การไม่มีงานทำ ถูกปฏิเสธการเข้าเมือง ถูกส่งกลับ ถูกยึดหนังสือเดินทาง หรือถูกบังคับให้ทำงานผิดกฎหมาย กรณีหลอกคนไทยไปนิวซีแลนด์มีทั้งการใช้วีซ่าปลอมและการอ้างว่าสามารถเปลี่ยนวีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่าทำงานภายหลังได้ 

ในปี 2569 กรมการจัดหางานยังออกคำเตือนเกี่ยวกับกรณีหลอกไปทำงานไอร์แลนด์ โดยย้ำให้ตรวจสอบบริษัทก่อนโอนเงินและเตือนเรื่องการใช้วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อทำงาน 

ก่อนเดินทาง ผู้สมัครต้องทราบอย่างชัดเจนว่า

  • ชื่อประเภทวีซ่าคืออะไร
  • วีซ่านั้นอนุญาตให้ทำงานหรือไม่
  • ใครเป็นผู้สนับสนุนหรือเป็นสปอนเซอร์
  • ต้องมีใบอนุญาตทำงานเพิ่มเติมหรือไม่
  • ใบอนุญาตผูกกับนายจ้างรายใด
  • สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้หรือไม่
  • วีซ่ามีอายุเท่าใด
  • ใครรับผิดชอบค่าธรรมเนียม
  • หากวีซ่าไม่ผ่าน จะคืนเงินอย่างไร

ควรตรวจข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของสถานทูตหรือหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศปลายทาง และไม่ควรใช้คำตอบจากนายหน้าเป็นแหล่งข้อมูลเพียงแหล่งเดียว

ประโยคที่ควรถือเป็นสัญญาณอันตราย ได้แก่

  • “ไปก่อน เดี๋ยวบริษัทเปลี่ยนวีซ่าให้”
  • “ไม่ต้องบอกเจ้าหน้าที่ว่าจะไปทำงาน”
  • “ถ้าถูกถาม ให้ตอบว่าไปเที่ยว”
  • “ใช้วีซ่าท่องเที่ยวทำงานได้ ไม่มีปัญหา”
  • “มีคนข้างในจัดการให้”
  • “รับประกันวีซ่าผ่าน 100%”

ไม่มีนายหน้าที่สุจริตควรแนะนำให้ผู้สมัครให้ข้อมูลเท็จแก่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง

ขั้นตอนที่ 7 อ่านสัญญาจัดหางานและสัญญาจ้างให้ครบ

ผู้สมัครควรได้รับเอกสารอย่างน้อยสองส่วน ได้แก่

  1. สัญญาระหว่างผู้สมัครกับบริษัทจัดหางาน
  2. สัญญาจ้างงานระหว่างผู้สมัครกับนายจ้างต่างประเทศ

กรมการจัดหางานเผยแพร่แบบ จง.33 ซึ่งเป็นสัญญาจัดหางานเพื่อให้คนหางานไปทำงานต่างประเทศ และแบบ จง.37 สำหรับใบรับเงินค่าบริการและค่าใช้จ่าย 

ตามกฎหมาย บริษัทจัดหางานต้องส่งสัญญาจัดหางานและเงื่อนไขการจ้างกับนายจ้างต่างประเทศให้อธิบดีพิจารณาอนุญาตก่อนจัดส่งคนหางาน นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนตรวจสุขภาพ ทดสอบหรือคัดเลือกทักษะ และอบรมเกี่ยวกับกฎหมาย วัฒนธรรม และสภาพการจ้างของประเทศปลายทาง 

สัญญาควรระบุอย่างน้อยดังนี้

  • ชื่อนายจ้างและสถานที่ทำงาน
  • ตำแหน่งและรายละเอียดหน้าที่
  • ระยะเวลาจ้าง
  • ค่าจ้างและสกุลเงิน
  • ค่าจ้างก่อนหรือหลังหักภาษี
  • รอบการจ่ายเงิน
  • ชั่วโมงทำงานปกติ
  • ค่าล่วงเวลา
  • วันหยุดและวันลา
  • ระยะทดลองงาน
  • ค่าที่พักและค่าอาหาร
  • ค่าเดินทางระหว่างที่พักกับสถานที่ทำงาน
  • ค่าตั๋วเครื่องบินไปและกลับ
  • ค่าประกันสุขภาพหรือประกันอุบัติเหตุ
  • ภาษีและรายการหักจากค่าจ้าง
  • เงื่อนไขลาออกหรือเลิกจ้าง
  • การคืนเงินหากไม่ได้เดินทาง
  • ผู้รับผิดชอบเมื่อเงื่อนไขงานไม่ตรงกับสัญญา

ห้ามลงชื่อในสัญญาที่ยังเว้นช่องว่าง สัญญาที่ไม่ระบุชื่อนายจ้าง หรือเอกสารที่นายหน้าบอกว่าจะนำไปกรอกรายละเอียดภายหลัง

หากสัญญามีหลายภาษา ต้องตรวจว่าข้อความทุกฉบับมีสาระตรงกัน โดยเฉพาะค่าจ้าง ชั่วโมงทำงาน หนี้ค่าเดินทาง และเงื่อนไขการลาออก หากไม่เข้าใจภาษา ควรให้ผู้แปลอิสระช่วยตรวจ ไม่ควรใช้คำแปลจากนายหน้าเพียงฝ่ายเดียว

ขั้นตอนที่ 8 ตรวจสอบค่าบริการและค่าใช้จ่ายก่อนโอนเงิน

ค่าใช้จ่ายในการไปทำงานต่างประเทศอาจประกอบด้วยหลายรายการ เช่น

  • ค่าบริการจัดหางาน
  • ค่าตรวจสุขภาพ
  • ค่าทดสอบฝีมือ
  • ค่าอบรมภาษา
  • ค่าวีซ่า
  • ค่าใบอนุญาตทำงาน
  • ค่าตั๋วเครื่องบิน
  • ค่าประกัน
  • ค่าแปลและรับรองเอกสาร
  • เงินสมทบกองทุน
  • ค่าที่พักก่อนเดินทาง

ผู้สมัครควรขอเอกสารแจกแจงค่าใช้จ่ายเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุจำนวนเงิน ผู้รับผิดชอบ วันครบกำหนด และเงื่อนไขการคืนเงินอย่างชัดเจน

ตามบทบัญญัติเรื่องการจัดหางานไปทำงานต่างประเทศ ผู้รับอนุญาตไม่สามารถเรียกหรือรับ ค่าบริการ ล่วงหน้าเกิน 30 วันก่อนเดินทาง เว้นแต่ได้รับอนุญาตให้ขยายเวลา และการเรียกเก็บต้องเป็นงานตามสัญญาที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น 

ข้อกำหนดนี้ไม่ได้หมายความว่าค่าใช้จ่ายทุกประเภทต้องเกิดขึ้นภายใน 30 วัน เพราะค่าใช้จ่ายจริงบางรายการ เช่น ค่าตรวจสุขภาพหรือค่าธรรมเนียมเอกสาร อาจเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น แต่บริษัทต้องอธิบายได้ว่าเงินแต่ละรายการคืออะไร เรียกเก็บตามหลักเกณฑ์ใด และมีหลักฐานการรับเงินอย่างไร

กรมการจัดหางานมีแบบ จง.37 สำหรับใบรับเงินค่าบริการและค่าใช้จ่ายของผู้รับอนุญาตจัดหางานไปทำงานต่างประเทศ บริษัทจึงไม่ควรรับเงินโดยไม่มีเอกสารยืนยัน 

หลักปฏิบัติที่ปลอดภัยคือ

  • โอนเข้าบัญชีชื่อบริษัทที่ตรงกับคู่สัญญา
  • ไม่โอนเข้าบัญชีบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง
  • ไม่จ่ายเป็นเงินสดโดยไม่มีใบรับ
  • ไม่โอนเป็นคริปโทเคอร์เรนซี
  • ไม่ชำระผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัว
  • ขอใบรับเงินทุกครั้ง
  • ให้ใบรับระบุวัตถุประสงค์ของเงินแต่ละรายการ
  • เก็บสลิป ใบเสร็จ และบทสนทนาทั้งหมด
  • อย่ากู้เงินดอกเบี้ยสูงก่อนตรวจสอบงานครบถ้วน

หากบริษัทขอให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวโดยอ้างว่า “บัญชีบริษัทมีปัญหา” “บัญชีเต็ม” หรือ “เป็นบัญชีเจ้าหน้าที่การเงิน” ควรหยุดโอนและตรวจสอบกับผู้มีอำนาจของบริษัท รวมถึงกรมการจัดหางานก่อน

ขั้นตอนที่ 9 ตรวจสอบเงื่อนไขการคืนเงิน

ผู้สมัครต้องถามเรื่องการคืนเงินก่อนจ่าย ไม่ใช่ถามหลังเกิดปัญหา

ประเด็นที่ต้องระบุในสัญญา ได้แก่

  • หากวีซ่าไม่ผ่าน คืนเงินรายการใด
  • หากนายจ้างยกเลิกการจ้าง คืนเงินเมื่อใด
  • หากเดินทางไม่ได้เพราะบริษัท คืนเงินทั้งหมดหรือไม่
  • หากผู้สมัครไม่ผ่านตรวจสุขภาพ คืนเงินส่วนใด
  • หากผู้สมัครเปลี่ยนใจ มีค่าปรับเท่าใด
  • หากบริษัทเลื่อนเดินทางได้นานเพียงใด
  • ใครรับผิดชอบค่าตั๋วที่ยกเลิก
  • ต้องยื่นคำขอคืนเงินด้วยเอกสารใด
  • บริษัทมีเวลาดำเนินการคืนเงินกี่วัน

กฎหมายกำหนดกลไกการคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายในบางกรณี เช่น บริษัทไม่สามารถจัดให้เดินทางภายในกำหนด หรือผู้สมัครไปถึงแล้วไม่ได้งาน ได้ค่าจ้างต่ำกว่า หรือได้ตำแหน่งไม่ตรงตามสัญญา โดยมีรายละเอียดการคืนเงินและการใช้หลักประกันของบริษัทเพื่อคุ้มครองคนหางาน 

อย่างไรก็ตาม สิทธิคืนเงินจริงต้องพิจารณาจากสาเหตุ เอกสาร สัญญา และกฎหรือประกาศที่ใช้กับกรณีนั้น ผู้สมัครจึงควรเก็บหลักฐานทุกฉบับและติดต่อกรมการจัดหางานทันทีเมื่อเริ่มมีปัญหา ไม่ควรรอจนบริษัทปิดสำนักงานหรือไม่สามารถติดต่อได้

ขั้นตอนที่ 10 ปกป้องหนังสือเดินทางและข้อมูลส่วนตัว

การสมัครงานต่างประเทศต้องใช้ข้อมูลส่วนตัวจำนวนมาก เช่น บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง ประวัติการทำงาน ผลตรวจสุขภาพ และข้อมูลบัญชีธนาคาร ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้เปิดบัญชี สมัครสินเชื่อ สร้างตัวตนปลอม หรือหลอกบุคคลอื่นต่อได้

ก่อนส่งเอกสาร ควรปฏิบัติดังนี้

  • ตรวจสอบบริษัทและบุคคลผู้รับเอกสารก่อน
  • ใส่ลายน้ำบนสำเนา เช่น “ใช้สมัครงานประเทศญี่ปุ่นกับบริษัท…เท่านั้น”
  • ระบุวันที่และวัตถุประสงค์บนสำเนา
  • ปิดข้อมูลที่ไม่จำเป็น
  • หลีกเลี่ยงการส่งเอกสารในกลุ่มแชตสาธารณะ
  • ไม่ส่งรหัสผ่าน รหัส OTP หรือรหัสหลังบัตร
  • ไม่ให้บุคคลอื่นสแกนใบหน้าหรือเปิดบัญชีแทน
  • เก็บหลักฐานว่าใครรับเอกสารไป
  • หากต้องส่งหนังสือเดินทางฉบับจริง ให้ขอใบรับเอกสารและกำหนดวันคืน

บริษัทอาจจำเป็นต้องใช้หนังสือเดินทางจริงในบางขั้นตอน แต่ต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจน มีผู้รับผิดชอบ และสามารถติดตามเอกสารได้ ไม่ควรปล่อยหนังสือเดินทางไว้กับนายหน้าบุคคลโดยไม่มีหลักฐาน

สัญญาณเตือนว่านายหน้าจัดหางานต่างประเทศอาจเป็นมิจฉาชีพ

ผู้สมัครควรเพิ่มความระมัดระวังทันที หากพบพฤติการณ์ต่อไปนี้

  1. เสนอเงินเดือนสูงผิดปกติ โดยไม่ต้องมีทักษะ ภาษา หรือประสบการณ์
  2. รับประกันได้งานและวีซ่าผ่าน 100%
  3. เร่งให้โอนเงินภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยอ้างว่าโควตาจะเต็ม
  4. ให้ใช้วีซ่าท่องเที่ยวไปเริ่มทำงานก่อน
  5. ไม่มีเลขที่ใบอนุญาตหรือไม่ยอมให้ตรวจสอบ จต.2
  6. ให้โอนเข้าบัญชีบุคคลหลายบัญชี หรือเปลี่ยนบัญชีบ่อย
  7. ไม่มีการสัมภาษณ์กับนายจ้าง และไม่สามารถระบุสถานที่ทำงาน
  8. สัญญาไม่ระบุชื่อนายจ้าง เงินเดือน หรือหน้าที่งาน
  9. เปลี่ยนประเทศ ตำแหน่ง หรือเงินเดือนหลังรับเงินแล้ว
  10. ขอให้โกหกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง
  11. ใช้เฉพาะ LINE หรือ Facebook และไม่มีสำนักงานที่ตรวจสอบได้
  12. ไม่ออกใบรับเงินหรือห้ามผู้สมัครถ่ายภาพเอกสาร
  13. ห้ามติดต่อกรมการจัดหางานหรือสถานทูต โดยอ้างว่าจะทำให้กระบวนการล่าช้า
  14. ขอเก็บหนังสือเดินทางโดยไม่ออกใบรับ
  15. ให้ลงนามในสัญญารับสภาพหนี้ที่ไม่ระบุยอดชัดเจน

สัญญาณเพียงข้อเดียวอาจยังไม่พิสูจน์ว่าเป็นการหลอกลวง แต่หากพบหลายข้อพร้อมกัน ควรหยุดจ่ายเงินและนำข้อมูลไปตรวจสอบกับหน่วยงานรัฐ

คำถามที่ควรถามนายหน้าก่อนสมัครงานต่างประเทศ

ผู้สมัครสามารถใช้คำถามต่อไปนี้ตรวจสอบความพร้อมของนายหน้าได้ทันที

  • บริษัทมีใบอนุญาตจัดหางานต่างประเทศเลขที่เท่าใด
  • ผู้ที่กำลังติดต่อเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนที่จดทะเบียนหรือไม่
  • ขอเลขที่หนังสืออนุญาต จต.2 ของตำแหน่งนี้ได้หรือไม่
  • นายจ้างในต่างประเทศชื่ออะไร
  • สถานที่ทำงานอยู่เมืองใด
  • วีซ่าประเภทใด และอนุญาตให้ทำงานอย่างไร
  • มีใบอนุญาตทำงานเพิ่มเติมหรือไม่
  • เงินเดือนเป็นยอดก่อนหรือหลังหักภาษี
  • มีรายการหักค่าที่พัก อาหาร หรือค่านายหน้าจากเงินเดือนหรือไม่
  • ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่าใด
  • เงินแต่ละรายการจ่ายให้ใคร
  • หากวีซ่าไม่ผ่านหรือไม่ได้เดินทาง จะคืนเงินอย่างไร
  • ขออ่านสัญญาก่อนชำระเงินได้หรือไม่
  • สามารถติดต่อฝ่ายบุคคลของนายจ้างโดยตรงได้หรือไม่
  • ต้องอบรม ตรวจสุขภาพ หรือผ่านด่านตรวจคนหางานอย่างไร

บริษัทที่ดำเนินการอย่างถูกต้องควรตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบ และไม่ควรกดดันผู้สมัครเพียงเพราะขอตรวจสอบเอกสาร

วิเคราะห์: ทำไมมีใบอนุญาตแล้วจึงยังต้องตรวจสอบอย่างอื่น

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ เมื่อค้นพบว่าบริษัทมีใบอนุญาต ผู้สมัครจะถือว่างานทุกอย่างที่บริษัทหรือบุคคลที่ใช้ชื่อบริษัทนำเสนอเป็นงานจริงทันที

ในทางปฏิบัติ ความเสี่ยงยังเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น

  • มีผู้นำชื่อบริษัทไปแอบอ้าง
  • ตัวแทนหมดอำนาจหรือพ้นสภาพแล้ว
  • เอกสารใบอนุญาตถูกนำมาใช้กับงานคนละตำแหน่ง
  • จต.2 หมดอายุหรือรับสมัครครบจำนวนแล้ว
  • ชื่อนายจ้างในสัญญาไม่ตรงกับหนังสืออนุญาต
  • นายหน้าเรียกเก็บเงินเกินหรือเก็บผ่านช่องทางที่ตรวจสอบไม่ได้
  • สัญญาที่ผู้สมัครลงชื่อไม่ตรงกับสัญญาที่ได้รับอนุมัติ
  • เมื่อถึงปลายทาง ถูกเปลี่ยนงาน นายจ้าง หรือสถานที่ทำงาน

ระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพจึงต้องเป็นการเชื่อมหลักฐานต่อกันเป็นลำดับ ได้แก่

บริษัทจริง → ใบอนุญาตถูกประเภท → ตัวแทนมีอำนาจ → งานมี จต.2 → นายจ้างยืนยัน → วีซ่าทำงานถูกต้อง → สัญญาตรงกัน → เงินเข้าบริษัทและมีใบรับ

หากห่วงโซ่ขาดข้อใดข้อหนึ่ง ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นทันที

รีวิวในอินเทอร์เน็ต รูปถ่ายสำนักงาน จำนวนผู้ติดตาม หรือคำรับรองจากคนรู้จักมีประโยชน์ในฐานะข้อมูลประกอบ แต่ไม่ควรมีน้ำหนักมากกว่าเอกสารราชการ การยืนยันจากนายจ้าง และสัญญาที่ตรวจสอบได้

หากโอนเงินไปแล้วและเริ่มสงสัยว่าถูกหลอกควรทำอย่างไร

หากเริ่มพบความผิดปกติ เช่น บริษัทเลื่อนเดินทางซ้ำ ๆ เปลี่ยนเงื่อนไข ไม่ยอมคืนเงิน ปิดสำนักงาน หรือไม่สามารถติดต่อได้ ควรดำเนินการทันทีดังนี้

หยุดจ่ายเงินเพิ่มเติม แม้นายหน้าจะอ้างว่าต้องจ่ายอีกเล็กน้อยเพื่อปลดล็อกวีซ่า คืนเงิน หรือยืนยันโควตา เพราะการเรียกเงินเพิ่มอาจเป็นส่วนหนึ่งของการหลอกซ้ำ

รวบรวมหลักฐานทั้งหมด ได้แก่ ประกาศรับสมัคร ชื่อบัญชี สลิปโอนเงิน บทสนทนา หมายเลขโทรศัพท์ บัตรประจำตัว สัญญา ใบรับเงิน อีเมล รูปสำนักงาน และลำดับเหตุการณ์

ติดต่อธนาคารทันที เพื่อแจ้งธุรกรรมต้องสงสัยและสอบถามขั้นตอนที่สามารถดำเนินการได้

ร้องทุกข์ต่อกรมการจัดหางาน กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางานมีกลุ่มงานตรวจและวินิจฉัยคำร้องทุกข์ โทร. 0 2248 4792 และศูนย์ประสานการปราบปรามผู้เป็นภัยต่อคนหางาน โทร. 0 2245 6763 รวมถึงสามารถติดต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัดหรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ได้ 

สอบถามผ่านสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 ซึ่งเป็นช่องทางที่กรมการจัดหางานประชาสัมพันธ์สำหรับการตรวจสอบและขอคำปรึกษา 

หากเป็นการหลอกลวงผ่านระบบออนไลน์ สามารถแจ้งความคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีผ่านระบบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ 

ไม่ควรลบข้อความหรือออกจากกลุ่มแชตก่อนบันทึกหลักฐาน และไม่ควรโพสต์กล่าวหาบุคคลโดยไม่มีข้อเท็จจริงครบถ้วน เพราะอาจกระทบต่อการรวบรวมพยานหลักฐานและก่อให้เกิดข้อพิพาทอื่นตามมา

หากเดินทางถึงต่างประเทศแล้วพบว่างานไม่ตรงสัญญา

หากเดินทางถึงประเทศปลายทางแล้วพบว่าไม่มีงาน เงินเดือนต่ำกว่า ตำแหน่งไม่ตรง ถูกยึดหนังสือเดินทาง หรือถูกบังคับให้ทำงานผิดกฎหมาย ควรรีบขอความช่วยเหลือจาก

  • สำนักงานแรงงานไทยในประเทศนั้น
  • สถานเอกอัครราชทูตไทย
  • สถานกงสุลไทย
  • หน่วยงานตำรวจหรือแรงงานท้องถิ่น
  • บริษัทจัดหางานที่เป็นคู่สัญญา
  • กรมการจัดหางานในประเทศไทย

กฎหมายกำหนดหน้าที่ของบริษัทจัดหางานในกรณีที่ผู้สมัครไปถึงแล้วไม่ได้งาน ได้ค่าจ้างต่ำกว่า หรือได้ตำแหน่งไม่ตรงตามสัญญา รวมถึงกระบวนการแจ้งสำนักงานแรงงานไทย สถานทูต หรือสถานกงสุล และการจัดการเดินทางกลับในบางกรณี 

ผู้เสียหายควรแจ้งปัญหาเป็นลายลักษณ์อักษร เก็บหลักฐานสภาพการทำงาน สลิปค่าจ้าง ภาพสถานที่ และข้อความที่นายจ้างหรือนายหน้าสื่อสารไว้ อย่าหลบหนีหรือเปลี่ยนนายจ้างโดยไม่ศึกษากฎหมายท้องถิ่น เพราะอาจกระทบสถานะวีซ่าและสิทธิในการขอความช่วยเหลือ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจสอบนายหน้าจัดหางานต่างประเทศ

บริษัทจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว เชื่อถือได้หรือไม่

ยังสรุปไม่ได้ การจดทะเบียนนิติบุคคลยืนยันเพียงว่ามีบริษัทอยู่ในระบบธุรกิจ แต่การจัดหางานเพื่อส่งคนไปทำงานต่างประเทศต้องมีใบอนุญาตเฉพาะจากกรมการจัดหางาน จึงต้องตรวจสอบทั้ง DBD และกรมการจัดหางาน

บริษัทมีใบอนุญาตจัดหางานแล้ว สามารถโอนเงินได้เลยหรือไม่

ยังไม่ควรโอนจนกว่าจะตรวจสอบตัวแทน หนังสืออนุญาต จต.2 นายจ้าง สัญญา วีซ่า รายการค่าใช้จ่าย และช่องทางรับเงินครบถ้วน

นายหน้าบอกให้ใช้วีซ่าท่องเที่ยวไปก่อน ควรทำอย่างไร

ควรหยุดกระบวนการและตรวจสอบกับสถานทูตหรือหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศปลายทางโดยตรง การให้เดินทางด้วยวีซ่าท่องเที่ยวแล้วอ้างว่าจะเปลี่ยนเป็นวีซ่าทำงานภายหลังเป็นรูปแบบที่ปรากฏในคดีหลอกลวงหลายกรณี

โอนเงินเข้าบัญชีผู้จัดการบริษัทได้หรือไม่

มีความเสี่ยงสูง ผู้สมัครควรชำระเข้าบัญชีชื่อบริษัทที่เป็นคู่สัญญาและขอใบรับเงินตามแบบ หากได้รับคำสั่งให้โอนเข้าบัญชีบุคคล ควรโทรยืนยันกับผู้มีอำนาจของบริษัทและตรวจสอบกับกรมการจัดหางานก่อน

รีวิวจากคนที่เคยเดินทางไปกับบริษัทใช้ยืนยันได้หรือไม่

ใช้เป็นข้อมูลประกอบได้ แต่ไม่สามารถทดแทนใบอนุญาต จต.2 สัญญา และการตรวจสอบนายจ้างได้ รีวิวอาจเป็นข้อมูลเก่า เป็นงานคนละโครงการ หรือถูกสร้างขึ้นเพื่อการโฆษณา

งานที่ไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายปลอดภัยแน่นอนหรือไม่

ไม่แน่นอน บางโครงการอาจให้นายจ้างหรือรัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจริง แต่ผู้สมัครยังต้องตรวจสอบบริษัท นายจ้าง วีซ่า และสัญญา เพราะการไม่เรียกเงินในช่วงแรกอาจถูกใช้เพื่อสร้างความเชื่อใจก่อนเรียกเก็บเงินในภายหลัง

สรุปวิธีตรวจสอบนายหน้าจัดหางานต่างประเทศ

การตรวจสอบนายหน้าจัดหางานต่างประเทศไม่ควรใช้ความรู้สึก ความน่าเชื่อถือจากการพูดคุย หรือรีวิวในสื่อสังคมออนไลน์เป็นหลัก แต่ต้องตรวจสอบจากเอกสารและหน่วยงานอิสระหลายชั้น

ก่อนสมัครหรือโอนเงิน ต้องตอบคำถามให้ได้ครบว่า

  • บริษัทมีใบอนุญาตจัดหางานต่างประเทศจริงหรือไม่
  • ใบอนุญาตยังมีผลอยู่หรือไม่
  • ผู้ที่มาติดต่อเป็นตัวแทนที่มีอำนาจจริงหรือไม่
  • งานมีหนังสืออนุญาต จต.2 หรือไม่
  • นายจ้างปลายทางมีตัวตนและยืนยันการจ้างหรือไม่
  • วีซ่าอนุญาตให้ทำงานหรือไม่
  • สัญญาระบุค่าจ้าง หน้าที่ และสิทธิครบหรือไม่
  • ค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผลและมีใบรับหรือไม่
  • เงื่อนไขคืนเงินเขียนไว้อย่างชัดเจนหรือไม่
  • การเดินทางเข้าสู่ระบบของกรมการจัดหางานอย่างถูกต้องหรือไม่

หลักที่ควรจำที่สุดคือ อย่าโอนเงินเพราะกลัวพลาดโอกาส และอย่าเดินทางเพราะเชื่อคำรับรองปากเปล่า งานต่างประเทศที่ถูกต้องควรตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่บริษัทผู้จัดส่งไปจนถึงนายจ้าง วีซ่า สัญญา และหลักฐานการชำระเงิน

ข้อมูลใบอนุญาต รายชื่องาน และเงื่อนไขการจัดส่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ ผู้สมัครจึงควรตรวจสอบสถานะล่าสุดกับกรมการจัดหางานในวันที่สมัครและก่อนชำระเงินทุกครั้ง บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางกฎหมายสำหรับข้อพิพาทเฉพาะราย